วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นิยามอาชีพ

นิยามอาชีพ :

ผู้ปฎิบัติงานอาชีพนี้ ได้แก่ผู้วางแผน จัดระบบงานและควบคุมงานสร้างถนน สะพาน อุโมงค์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งต่างๆ ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ตลอดจน การติดตั้งการใช้ และการบำรุงรักษาระบบไฮดรอลิก และระบบสุขาภิบาล ทำการตรวจตรา และทดสอบทำงานวิจัยและให้คำแนะนำทางเทคนิคต่างๆ


ลักษณะของงานที่ทำ :

1. วางแผน จัดระบบงาน และควบคุมงานสร้างถนน สะพาน อุโมงค์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งต่างๆ
2. ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ตลอดจนการติดตั้ง การใช้ และการบำรุงรักษาระบบไฮดรอลิก
และระบบสาธารณสุขอื่นๆ
3. พิจารณาโครงการ และทำงานสำรวจเพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการก่อสร้าง

4. สำรวจและประเมินลักษณะ และความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศ ทางบก และทางน้ำเพื่อพิจารณาว่าจะมีผลต่อโครงการอย่างไรบ้าง
5. สำรวจดูพื้นผิวดินและใต้ผิวดินว่าจะมีผลต่อการก่อสร้างอย่างใด และเหมาะสมที่จะรองรับ สิ่งก่อสร้างเพียงใด
6. ปรึกษา หารือในเรื่องโครงการกับผู้ชำนาญงานสาขาอื่นๆ เช่น วิศวกรไฟฟ้า หรือวิศวกรช่างกล วางแผนผังรากฐาน ท่อสายไฟ ท่อต่างๆ และงานพื้นดินอื่นๆ คำนวณความเค้น ความเครียด จำนวนน้ำ ผลอันเนื่องมาจากความ
7. แรงของลมและอุณหภูมิ ความลาด และเหตุอื่นๆ
8. เตรียมแบบแปลนรายงานก่อสร้าง และจัดทำประมาณการวัสดุและประมาณการราคา
9. เลือกชนิดของเครื่องมือขนย้ายดิน เครื่องชักรอก เครื่องจักรกล และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะใช้ในงานก่อสร้าง
10. จัดทำตารางปฎิบัติงานและควบคุมให้การปฎิบัติงานไปตามแผนที่วางไว้ ทดสอบ และตรวจดูโครงสร้างทั้งเก่า และใหม่ ตลอดจนวางแผนและจัดระบบงานซ่อม
สภาพการทำงาน :

สถานที่ทำงานของวิศวกรโยธาจะมีสภาพเหมือนที่ทำงานทั่วไป คือ เป็นสำนักงานที่มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสำนักงานทั่วไป แต่โดยลักษณะงานที่จะต้องควบคุมงานสำรวจ ก่อสร้าง หรือซ่อมแซม จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจดูงานนอกสถานที่ในบางครั้ง เนื่องจากต้องควบคุมดูแลงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับงานหรือสถานที่ทำงานที่เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย ในการทำงาน วิศวกรโยธาจึงต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองส่วนบุคคลในขณะปฏิบัติงาน


คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ ผู้ประกอบอาชีพนี้ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ :

1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา
2. เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มุ่งมั่น ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเพื่อหาวิธีที่ประหยัด และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. มีวิสัยทัศน์ และสนใจกับเหตุการณ์ ข่าวสารที่เกิดขึ้นตลอดเวลา รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และมีจรรยาบรรณของวิศวกร
4. มีความอดทนและเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ มีอารมณ์เยือกเย็น มีความคิดสุขุม
5. มีลักษณะเป็นผู้นำ ทั้งนี้งานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการควบคุมคนเป็นจำนวนมาก
6. มีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี

7. ผู้ประกอบอาชีพวิศวกรในทุกสาขาควรจะมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมเพื่อใช้ใน การรับรองสำหรับการประกอบอาชีพ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ และวุฒิการศึกษาตามข้อกำหนด โดยจะขอรับใบอนุญาตได้ที่ กองวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สังกัดในกระทรวงมหาดไทย


ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ :

ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพจากสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะ เพื่อเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระยะเวลาการศึกษา 4 ปี เมื่อสำเร็จ การศึกษาแล้วจะได้ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วศ.บ.) ในสาขาวิศวกรโยธา หรือ เป็นผู้สำเร็จ การศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่ศึกษาเกี่ยวกับทางด้านช่างจากสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง วิทยฐานะ เพื่อเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ระยะเวลาการศึกษา 2 ปี (หลักสูตรต่อเนื่อง) เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วศ.บ.) ในสาขาวิศวกรโยธา


โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ :

ผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรโยธาหากทำงานเพิ่มประสบการณ์ และได้รับการอบรมในวิชาที่ เกี่ยวข้อง และมีความสามารถในการบริหาร ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นผู้บริหารโครงการได้สำหรับผู้ที่ศึกษาเพิ่มเติมถึง ขั้นปริญญาโท หรือปริญญาเอก สามารถที่จะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั่วไปได้

คุณสมบัติ

คุณสมบัติของผู้เข้าเรียน
o สำเร็จการศึกษาหลักสูตร วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา จากสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะ หรือ
o สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีอื่นในสาขาวิศวกรรมโยธา จากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับรองวิทยฐานะ หรือ
o สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในสาขาวิชาอื่น และมีพื้นฐานความรู้เพียงพอในสาขาวิชาที่จะศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบัณฑิตวิทยาลัย และ
o มีเกรดเฉลี่ยสะสมจากการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 2.5 หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบัณฑิตวิทยาลัย

ระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีต


ระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีต (Concrete Covering) ก็คือระยะของคอนกรีตที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมสัมผัสกับน้ำหรืออากาศโดยตรงเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการกัดกร่อนของสารเคมี หรือป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมทำปฏิกิริยากันเหล็กเสริมจนทำให้เกิดสนิมขุม และทำให้โครงสร้างสูญเสียความสามารถในการรับกำลังในที่สุด ทั้งนี้การวัดความหนาของระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีต ให้วัดจากผิวด้านนอกของคอนกรีตลึกเข้าไปจนถึงผิวด้านนอกของเหล็กปลอก (ในกรณีที่ไม่มีเหล็กปลอกก็ให้วัดถึงผิวของเหล็กเสริมเส้นนอกสุด) สำหรับคอนกรีตที่หล่อในที่ ควรมีระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีตต่ำสุดตามมาตรฐาน วสท. ดังนี้


ชนิดของโครงสร้าง ระยะหุ้มต่ำสุด (ซม.)
1. ฐานรากและองค์อาคารส่วนสำคัญที่สัมผัสกับดินตลอดเวลา 7.5
2. คอนกรีตที่สัมผัสกับดินหรือถูกแดดถูกฝน
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 16 มม. 5
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มม. และเล็กกว่า
5
3. คอนกรีตที่ไม่สัมผัสกับดินหรือไม่ถูกแดดไม่ถูกฝน
3.1 ในแผ่นพื้น ผนัง และตง
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 44 มม. 4
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 36 มม. และเล็กกว่า 2
3.2 ในคาน
– เหล็กเสริมหลักหรือเหล็กลูกตั้ง 3
3.3 ในเสา
– เหล็กปลอกเดี่ยวหรือเหล็กปลอกเกลียว 3.5
3.4 ในคอนกรีตเปลือกบางและพื้นแผ่นพับ
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 16 มม. 2
– สำหรับเหล็กเสริมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มม. และเล็กกว่า 1.5
4. ให้เพิ่มความหนาของคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กได้ตามความเหมาะสม เมื่ออยู่ในสภาวะรุนแรง หรือบรรยากาศที่อาจก่อให้เกิดการผุกร่อน
5. หากมีการใช้ร่วมกับมาตรฐานอื่นใด เช่น โครงสร้างผนังบาง หรือการป้องกันอัคคีภัย ให้ใช้ค่าที่มากกว่าเป็นมาตรฐาน


--------------------------------------------------------------------------------

การออกแบบเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก





เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (Concrete Column) เป็นองค์อาคารที่ทำหน้าที่หลักในการรับแรงอัดในแนวดิ่ง ซึ่งจะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักของโครงสร้างด้านบนไม่ว่าจะเป็นคานหรือพื้น เพื่อส่งถ่ายน้ำหนักเหล่านั้นไปสู่ฐานรากต่อไป แต่ในบางกรณีเสาก็อาจจะทำหน้าที่ในการรับแรงดัด เช่น เสาที่มีหูช้างรองรับ หรือเสาที่มีแรงดันด้านข้าง เป็นต้น สิ่งแรกที่จะใช้พิจารณาในการออกแบบเสาก็คือ ความสูงของเสานั่นเอง เนื่องจากเสาที่มีความสูงมากๆ มีโอกาสที่จะเกิดการโก่งเดาะแตกหักได้ง่ายกว่าเสาที่มีความสูงน้อยๆ ประการต่อมาก็คือเหล็กเสริมในเสาเพราะจะทำหน้าที่ในการต้านทานแรงอัดร่วมกับคอนกรีต (กรณีที่คอนกรีตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับน้ำหนักได้) และสุดท้ายก็คือเหล็กปลอก เนื่องจากเหล็กปลอกจะช่วยในการยึดเหล็กเสริมหลัก และช่วยในการต้านทานการปริแตกของเสาคอนกรีต ส่วนรูปแบบของเสานั้น โดยทั่วไปเราก็จะเห็นว่าเสาคอนกรีตจะมีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม หรือวงกลมเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของหรือสถาปนิกผู้ออกแบบ ซึ่งวิศวกรผู้ออกแบบก็จะมีหน้าที่ในการออกแบบให้ได้ตามความต้องการ และมีความถูกต้อง ปลอดภัยตามหลักการทางด้านวิศวกรรม

เสาคอนกรีตเสริมเหล็กสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามมาตรฐาน วสท. ได้ดังนี้

เสาสั้น คือ เสาที่มีอัตราส่วนของความสูงของเสาต่อด้านแคบของเสา (h/t) ≤ 15
เสายาว คือ เสาที่มีอัตราส่วนของความสูงของเสาต่อด้านแคบของเสา (h/t) > 15
ข้อกำหนดในการออกแบบเสาคอนกรีคเสริมเหล็ก ตามมาตรฐาน วสท. 1007-34

1. ด้านแคบหรือเส้นผ่านศูนย์กลางที่น้อยที่สุด จะต้องไม่น้อยกว่า 20 ซม. ยกเว้นเสาที่ไม่มีชั้นต่อเนื่องหรือเสาที่อยู่ระหว่างเสาหลัก ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 15 ซม.

2. พื้นที่หน้าตัดของเหล็กเสริมหลัก (As) จะต้องไม่น้อยกว่า 1% และไม่เกิน 8% ของพื้นที่หน้าตัดเสา (Ag)

3. เหล็กเสริมหลักจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 12 มม. และไม่น้อยกว่า 4 เส้น สำหรับเสาสี่เหลี่ยมปลอกเดี่ยว และไม่น้อยกว่า 6 เส้น สำหรับเสากลมปลอกเกลียว

4. เหล็กเสริมหลักต้องมีระยะเรียงห่างกันไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ของขนาดเหล็กเสริมหลัก หรือ 1.5 เท่า ของมวลรวมหยาบใหญ่สุด หรือไม่น้อยกว่า 4 ซม.

5. เหล็กปลอกเดี่ยวจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6 มม. ระยะเรียงไม่เกิน 16 เท่า ของเหล็กเสริมหลัก หรือ 48 เท่า ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็กปลอกที่ใช้ หรือไม่เกินด้านแคบของเสา

6. เหล็กปลอกเกลียว จะต้องพันต่อเนื่องกันไป มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6 มม. ระยะเรียงไม่เกิน 1/6 เท่าของแกนเสาคอนกรีต หรือ ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ของมวลรวมหยาบใหญ่สุด หรือไม่เกิน 7 ซม. แต่ไม่น้อยกว่า 3 ซม.

7. ขนาดของเหล็กปลอกที่ใช้ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ดังนี้

6 มม. เมื่อเหล็กเสริมหลักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ≤ 20 มม.
9 มม. เมื่อเหล็กเสริมหลักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 มม. – 28 มม.
12 มม. เมื่อเหล็กเสริมหลักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง > 28 มม.
8. ระยะคอนกรีตหุ้มเหล็ก จะต้องไม่น้อยกว่า 3.5 ซม. หรือตามมาตรฐาน วสท. 1007-34

9. การต่อเหล็กเสริมหลัก ให้เป็นไปตามมาตรฐาน วสท. 1007-34

การออกแบบพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก


พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Slab) เป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักบรรทุกต่างๆ ก่อนที่จะส่งถ่ายน้ำหนักบรรทุกเหล่านั้นไปยังคานและเสาต่อไป ซึ่งโครงสร้างของพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กแต่ละประเภทนั้นจะมีคุณลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้นในการเลือกใช้งานพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก็จะต้องพิจารณาให้มีความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน และลักษณะขององค์ประกอบอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ประหยัด สวยงาม และสามารถตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่เหมาะสม พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กนั้นสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและขั้นตอนการทำงาน เช่น พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กวางบนดิน พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อในที่แบบมีคานรองรับ พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อในที่ และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงสำเร็จรูป

ข้อกำหนดในการออกแบบพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กตามมาตรฐาน วสท.1007-34

1. พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทางเดียว (พื้นทางเดียว : One Way Slab) แนะนำให้ใช้ความหนาขั้นต่ำดังนี้ (กรณีไม่ได้คำนวณระยะโก่งตัว)

S/20 สำหรับพื้นช่วงเดียว

S/24 สำหรับพื้นสองช่วง

S/28 สำหรับพื้นสามช่วง

S/10 สำหรับพื้นยื่น
* S คือด้านสั้นของพื้น


2. พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสองทาง (พื้นสองทาง : Two Way Slab) ให้ประมาณความหนาของแผ่นพื้นจาก (1/180) x เส้นรอบรูปของพื้นนั้นๆ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 8 ซม.


3. ในกรณีที่เป็นพื้นที่มีโอกาสเกิดการเสียดสีบ่อยๆ เช่น พื้นถนน พื้นโรงงาน ฯลฯ ให้เพิ่มความหนาของพื้นอีกอย่างน้อย 1.5 ซม.


4. เหล็กเสริมต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6 มม.


5. ระยะเรียงเหล็กเสริมจะต้องมีค้าไม่เกิน 30 ซม. หรือ 3 เท่าของความหนาพื้น โดยเลือกใช้ค่าที่น้อยกว่า


6. เหล็กเสริมกันร้าว (Ast)ของพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทางเดียว (พื้นทางเดียว : One Way Slab) ให้ใช้ดังนี้

Ast = 0.0025 x b x D สำหรับเหล็กเส้นกลม SR24

7. ในการออกแบบพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กให้คิดความกว้าง (b) เท่ากับ 100 ซม.


8. ระยะต่อทางเหล็กเสริมและระยะคอนกรีตหุ้มเหล็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.1007-34


--------------------------------------------------------------------------------

สาขาย่อย

วิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและคำนวณ สิ่งก่อสร้าง การศึกษาในสาขานี้จะเน้นในทางด้านงานคำนวณวิเคราะห์ ออกแบบโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง และแรงต้านทานของวัสดุ เพื่อหาวัสดุและขนาดของวัสดุที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ งานที่เกี่ยวข้องได้แก่ การก่อสร้างอาคาร เขื่อนหรือสะพาน เป็นต้น
วิศวกรรมก่อสร้างและการจัดการ (Construction Engineering and Management)
ศึกษาเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเป็นหลัก โดยเน้นศึกษาทางด้านระบบการสร้างอาคาร การวางแผนงาน การประเมินราคาค่าก่อสร้าง นอกจากนี้ ในบางสถาบันจะมีการสอนเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ และระบบสุขาภิบาลภายในอาคาร
วิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering)
ศึกษาแยกเป็น 2 สาขาหลักคือระบบและวัสดุ โดยงานทางด้านระบบจะเน้นทางด้านการวางผัง การจราจร และการจัดการทางด้านงานจราจร โดยทำการศึกษาถึงประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบถนน สำหรับงานทางด้านวัสดุจะเน้นในการศึกษาวัสดุในการทำถนน ได้แก่ คอนกรีตและยางมะตอย เป็นหลัก โดยศึกษาถึงกรรมวิธีในการสร้างถนนและปรับปรุงถนน
วิศวกรรมเทคนิคธรณี (Geotechnical engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมของดิน เพื่อการวิเคราะห์ ออกแบบ และแก้ปัญหาด้านวิศวกรรมโยธา
วิศวกรรมธรณี (Geological engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางด้านฟิสิกส์ วิศวกรรมของหิน และธรณีวิทยาประยุกต์ เพื่อการวิเคราะห์ ออกแบบ และแก้ปัญหาด้านวิศวกรรมโยธาและเหมืองแร่
วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมในน้ำและในอากาศ การปรับปรุงคุณภาพของของเสีย
วิศวกรรมแหล่งน้ำ (Water Resource engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับงานทางด้านแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน และระบบการระบายน้ำ รวมทั้งการก่อสร้างคู คลอง และแม่น้ำ
วิศวกรรมสำรวจ (Survey Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทำรังวัดและงานทางด้านสำรวจ สำหรับใช้ในทางด้านแผนที่ รวมถึงการศึกษาทางด้าน จีพีเอส (GPS) และ ภูมิสารสนเทศ (Geoinformatics หรือ Geographic information system;GIS)
[แก้] อ้างอิง
^ http://whatiscivilengineering.csce.ca/civil1.htm

วิศวกรรมโยธา

วิศวกรรมโยธา (civil engineering) เป็นศาสตร์ของสาขาหนึ่งในทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมการก่อสร้างตึก ตึกระฟ้า อาคาร สะพาน ถนน และระบบขนส่งอื่น ๆ รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น เขื่อน คลอง ตลอดจนการทำรังวัดในงานสำรวจและแผนที่ รวมไปถึงการวิเคราะห์ทางธรณีและชลศาสตร์ และการบริหารจัดการการก่อสร้าง งานในทางด้านวิศวกรรมจะเน้นทางด้านการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ที่ประกอบวิชาชีพในสาขานี้เรียกว่า วิศวกรโยธา หรือเรียกกันว่า นายช่าง ในการทำงานในประเทศไทย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพจะขึ้นทะเบียนกับสภาวิศวกรเพื่อรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) โดยมีการจัดสอบระบบใหม่เริ่มต้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2552 ด้วยระบบสุ่มข้อสอบทั้งหมดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (เฉพาะระดับ "ภาคีวิศวกร")

การศึกษาทางด้านวิศวกรรมโยธานั้นนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเนี่องจากการ พัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีความก้าวหน้าสามารถเรียกได้ว่าเป็น การพัฒนาแบบก้าวกระโดดซึ่งมีผลโดยตรงกับการศึกษาทางด้านวิศวกรรมโยธาเช่นกัน ดังนั้นสถาบันการศึกษาหลายๆสถาบันจึงได้มีการปรับปรุงแผนการเรียนการสอนทาง ด้านวิศวกรรมโยธาให้มีความทันสมัยเพื่อผลิตบุคลากรทางด้านวิศวกรรมโยธา หรือที่เรียกกันว่า “วิศวกรโยธา” ที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น

วิศวกรรมโยธาเป็นสาขาวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุด โดยตอบสนองความต้องการของสังคม[1]